แชร์

วัสดุกันเสียง 10 ประเภท

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ย. 2026
255 ผู้เข้าชม

วัสดุกันเสียงรบกวน สิ่งที่จะช่วยขจัดปัญหาเสียงรบกวนจากเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองมาทำความรู้จักว่าวัสดุกันเสียงรบกวนคืออะไร มีแบบไหนบ้าง เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการเลือกซื้อมาใช้งานได้อย่างถูกต้องและเหมาะกับบ้านของเรา

___________________________________________

วัสดุกันเสียงรบกวนมีกี่ประเภท?

โดยทั่วไปแล้ววัสดุกันเสียงรบกวนผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปติดตั้งและใช้งานที่ส่วนไหนของที่อยู่อาศัย โดยจะแบ่งประเภทตามลักษณะวัสดุที่ใช้ผลิต ดังนี้

1. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Shumoplast
เนื้อวัสดุเป็นเม็ดเล็ก ๆ เคลือบด้วยสีอะคริลิก ผิวสัมผัสยืดหยุ่นคล้ายยางยืด มักนำมาใช้ทำเป็นฐานของพื้นลอย ถือเป็นวัสดุกันเสียงคุณภาพ เหมาะแก่การนำไปใช้กันเสียงบริเวณทั่วไปพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ภายในบ้าน วัสดุนี้จะช่วยลดเสียงดังรบกวนลงได้ประมาณ 32 เดซิเบล

ข้อดีคือกันน้ำ เนื้อวัสดุไม่เป็นพิษ ติดตั้งง่าย และใช้งานได้นาน ข้อเสียคือใช้เวลาติดตั้งนานพอสมควร เพราะต้องรอให้แห้งประมาณ 24 ชั่วโมง

2. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทโฟม
เนื้อวัสดุทำจากโพลียูรีแทนโฟม มักนำไปใช้กันเสียงจากภายนอกไม่ให้เข้ามาข้างใน จึงเหมาะแก่การนำมาติดตั้งกันเสียงในห้องอัด สตูดิโอ หรือโรงภาพยนตร์ โดยช่างจะติดตั้งตามผนังและเพดานด้วยกาวแบบพิเศษหรือฟิล์มกาว

ข้อดีคือช่วยซับเสียงได้ 95% มีความยืดหยุ่นสูง และประสิทธิภาพการใช้งานสูงกว่าวัสดุกันเสียงรบกวนประเภทอื่น

ส่วนข้อเสียคือเนื้อวัสดุก่อให้เกิดสารพิษได้หากจุดติดไฟและละลาย แนะนำว่าควรเลี่ยงการจุดไฟในห้องที่ติดตั้งวัสดุกันเสียงรบกวนประเภทโฟม และเลี่ยงไม่ให้โดนแสงแดด นอกจากนี้ วัสดุโฟมไม่รองรับน้ำหนักสิ่งของเท่าไหร่ จึงควรขนย้ายด้วยความระมัดระวัง

3. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Teksound
วัสดุประเภทนี้ทำจากแร่ มีคุณสมบัติกันเสียง โดยลดระดับเสียงรบกวนได้มากถึง 28 เดซิเบล

ข้อดีคือเนื้อวัสดุไม่หนามาก ประมาณ 0-4 เซนติเมตร เหมาะแก่การนำไปใช้ติดตั้งได้กับทุกสภาพพื้นผิว ติดตั้งง่ายและเร็ว ยืดหยุ่นสูง ทนทาน ข้อเสียคือราคาค่อนข้างแพง รวมทั้งต้องใช้วิธีการติดตั้งพิเศษในกรณีที่ติดตั้งบนพื้นคอนกรีต

4. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทอะคูสติก
นับเป็นวัสดุกันเสียงรบกวนที่ช่วยทั้งเรื่องกันเสียงและใช้ตกแต่งเพื่อความสวยงามในคราวเดียว เนื้อวัสดุด้านนอกทำจากวีเนียร์ ซึ่งเหมาะแก่การดัดแปลงสำหรับตกแต่งห้องได้ทุกรูปแบบ จึงมักนำไปใช้ติดตั้งพื้นที่ภายในมากกว่า

ข้อดีคือไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งติดตั้งและปรับแต่งได้ง่ายกว่า ส่วนข้อเสียอย่างเดียวก็คือราคาแพง

5. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทไอโซปลาสต์
เนื้อวัสดุทำจากไม้เนื้ออ่อนพิเศษ ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 27 เดซิเบล อีกทั้งยังมีคุณสมบัติรักษาอุณหภูมิห้องด้วย

ข้อดีของวัสดุประเภทนี้คือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งง่าย และเหมาะแก่การตกแต่งภายใน แต่ราคาค่อนข้างสูง รวมทั้งติดไฟได้ง่าย

6. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทฉนวนใยหิน
วัสดุประเภทนี้ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ 99% มักนำมาใช้กันเสียงจากภายนอก โดยนิยมติดตั้งกับพื้นผิวคอนกรีตและไม้ การใช้งานจะคล้ายกับวัสดุประเภท Shumoplast คือจะใช้ติดตั้งบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เป็นฐานหรือพื้นลอย

ข้อดีคือทนทานความร้อนสูง เนื้อวัสดุปราศจากเรซิน ติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องกลึง ใช้งานได้นาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่หดตัว ส่วนข้อเสียคือดูดซึมความชื้น ซึ่งอาจทำให้อับ จึงจำเป็นต้องเพิ่มวัสดุกันเสียงที่มีคุณสมบัติกันน้ำเข้ามาใช้ร่วมด้วย

7. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทเมมเบรน
วัสดุทำจากฉนวนใยหินผสมโพลีเมอร์ มีลักษณะคล้ายฟิล์มพิเศษ นำไปใช้ได้กับทุกสภาพพื้นผิว

ข้อดีคือทนทานความร้อนได้สูง เหมาะแก่การติดตั้งกันเสียงทั้งด้านนอกและด้านในอาคาร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้งานได้ยาวนาน แต่อาจเสียตรงที่ราคาค่อนข้างแพง

8. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทพลาสเตอร์พิเศษ
วัสดุประเภทนี้ผลิตจากองค์ประกอบหลายอย่าง จึงเหมาะแก่การกันเสียงและงานตกแต่ง โดยจะช่วยกันเสียงจากด้านในไม่ให้กระจายหรือเล็ดลอดออกไปด้านนอก การติดตั้งวัสดุกันเสียงประเภทนี้ควรเลือกติดตั้งให้หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร

ข้อดีคือช่วยตกแต่งซ่อมแซมสภาพพื้นผิวให้ดูดี วัสดุไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และทนทานความร้อนได้สูง แต่วัสดุประเภทนี้ก็ติดตั้งยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องวางเลเยอร์ของวัสดุประมาณ 2-3 ชั้นในการติดตั้ง รวมทั้งมีราคาแพง

9. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภท Shumoizol
มีลักษณะเป็นวัสดุสองชั้น มีคุณสมบัติกันเสียงดีเยี่ยม ทนทานต่อการกดทับ รวมทั้งนำไปใช้ติดตั้งกับผนังได้โดยไม่มีพลาสเตอร์บอร์ด นอกจากกันเสียงแล้ว ยังมีคุณสมบัติกันน้ำ ยืดหยุ่นสูง ทนความร้อนได้สูง และใช้งานได้ยาวนาน ส่วนข้อเสียคือมีราคาค่อนข้างสูง

10. วัสดุกันเสียงรบกวน ประเภทบอร์ดไฟเบอร์
วัสดุทำจากเส้นใยและซีเมนต์ มักนำมาใช้เป็นเพดานกันเสียงหรือวัสดุอะคูสติก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติดูดซับเสียงดีเยี่ยม

___________________________________________

วัสดุกันเสียงรบกวน มีประโยชน์อย่างไร?

ไม่ว่าจะอยู่บ้าน ห้องพัก หรือสำนักงาน คงเข้าใจว่าปัญหาได้ยินเสียงจากเพื่อนบ้านข้างเคียงสร้างปัญหาได้ไม่น้อย วัสดุกันเสียงรบกวนถือเป็นคำตอบของการแก้ไขปัญหานี้ แต่บางคนก็อาจลังเลว่าประโยชน์ของสิ่งนี้จะคุ้มค่าให้ลงทุนหรือไม่ ลองมาดูประโยชน์ของการใช้วัสดุกันเสียงรบกวนกันก่อน รับรองว่าคุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้งแน่นอน

1. ปรับระดับเสียงให้พอดี
หากคุณวางแผนทำห้องประชุม ล็อบบี้ หรือคลับเฮ้าส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ต้องรวมตัวคนเป็นจำนวนมาก เสียงจึงค่อนข้างดังและก้องเป็นพิเศษ การเลือกใช้วัสดุกันเสียงรบกวนติดตั้งตามผนังจะช่วยตกแต่งและปรับระดับเสียงจอแจภายในสถานที่ปิดเช่นนี้อยู่ในระดับพอดี เมื่อเสียงไม่ดังเกินไป ก็ทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยได้ง่ายมากขึ้น

2. สร้างพื้นที่ส่วนตัว
หากคุณอยู่บ้านหรือห้องพักที่ผนังติดกับเพื่อนบ้าน ก็คงต้องการความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว แต่บ้านหรือห้องพักบางแห่งกลับไม่เก็บเสียง การใช้วัสดุกันเสียงจะช่วยกันเสียงจากภายในห้องไม่ให้ออกไปข้างนอก รวมทั้งกันเสียงข้างนอกเข้ามาข้างในด้วย ทำให้คุณสร้างพื้นที่และบรรยากาศส่วนตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามต้องการ

3. ลดเสียงสะท้อน
ห้องที่มีขนาดใหญ่และเพดานสูงมากมักประสบปัญหาเสียงก้องเสียงสะท้อน ซึ่งรบกวนการสนทนาพูดคุยของผู้คนภายในห้อง ทำให้สื่อสารกันไม่ได้ แม้ว่าเครื่องเรือน ผ้าม่านต่าง ๆ จะช่วยลดเสียงสะท้อนลงได้บ้าง แต่นั่นก็ไม่เท่ากับการใช้วัสดุกันเสียงโดยเฉพาะ

เนื่องจากวัสดุกันเสียงแต่ละประเภทได้รับการออกแบบเพื่อใช้งานดังกล่าวโดยเฉพาะ รวมทั้งมีคุณสมบัติเสริมที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานด้วย

4. เพิ่มคุณภาพเสียง
หากคุณต้องการสร้างโฮมเธียเตอร์ ควรเลือกติดตั้งวัสดุกันเสียงรบกวนประเภทโฟมอะคูสติกไว้ภายในห้องนั้น เพื่อกันเสียงรบกวนจากภานนอก รวมทั้งปรับสภาพเสียงในการรับชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังเหมาะแก่การติดตั้งในห้องอัดเสียง ห้องสมุด และห้องประชุม

5. ลดมลพิษทางเสียง
ปัญหาสุขภาพทางการได้ยินถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน และหนึ่งในสาเหตุนั้นก็มาจากมลพิษทางเสียงหรือการฟังเสียงที่ดังมากเกินไป

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามว่า มลพิษทางเสียง หมายถึง เสียงที่มีระดับความดังมากกว่า 65 เดซิเบลขึ้นไป โดยเสียงที่ดังมากกว่า 75 เดซิเบลขึ้นไปก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และถ้าหากรุนแรงเกิน 120 เดซิเบลก็จะทำให้ร่างกายได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดอาการบาดเจ็บได้

วัสดุกันเสียงรบกวนจะช่วยกันเสียงไม่พึงประสงค์จากสภาพแวดล้อมภายนอกออกไป ซึ่งช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อประสาทการได้ยิน

วัสดุกันเสียงรบกวนจะทำให้คุณไม่ต้องทนฟังเสียงที่ดังมากเกินไปได้ อีกทั้งยังลดปัญหาการนอนหลับ ความเครียด ความจำ อันอาจเกิดจากเสียงรบกวนต่าง ๆ

6. สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี
เสียงที่ดังมากเกินไปอาจทำให้เสียสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการทำงานตรงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนต้องทำงาน Work from Home การติดตั้งวัสดุกันเสียงจะช่วยตัดเสียงรบกวนข้างนอกออกไป ช่วยให้มีสมาธิทำงานมากขึ้น และเมื่อมีสมาธิทำงานมากขึ้น ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาด้วย

___________________________________________

แม้ว่าการติดตั้งวัสดุกันเสียงรบกวนจะมีวิธีติดตั้งหลากหลายและทำได้เอง แต่การให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งให้ก็ย่อมดีกว่า เพราะวัสดุกันเสียงบางประเภทต้องอาศัยความชำนาญในการติดตั้ง เพื่อให้พร้อมใช้งานและตกแต่งห้องให้สวยงามในคราวเดียว

___________________________________________

 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy