แชร์

5 พื้นฐานกฏหมายสมรสเท่าเทียม

อัพเดทล่าสุด: 16 เม.ย. 2026
15 ผู้เข้าชม

5 เรื่องพื้นฐานตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม

สำนักงานกิจการยุติธรรม ได้ระบุถึง 5 เรื่องพื้นฐานตามกฎหมายสมรสเท่าเทียม ดังนี้

1. สิทธิในการหมั้น
"บุคคลทั้งสองฝ่าย" หมั้นได้ ต้องมี อายุ 18 ปี บริบูรณ์แล้ว

– การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อ "ผู้หมั้น" ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นให้ "ผู้รับหมั้น" เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน

– "ของหมั้น" ตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้น

– กรณีฝ่ายผู้รับหมั้น "ผิดสัญญาหมั้น" ให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายผู้หมั้น (ตามกฎหมายว่าด้วยลาภมิควรได้)
เมื่อมีการหมั้นแล้ว ฝ่ายใด "ผิดสัญญาหมั้น" ต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทน…(ศาลชี้ขาด)

– ค่าทดแทนความเสียหายต่อร่างกายหรือชื่อเสียงของผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้น

– ค่าทดแทนความเสียหายจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลที่กระทำในฐานะเช่นเดียวกับบิดา มารดาที่ใช้จ่ายหรือตกเป็นลูกหนี้ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและสมควร

– ค่าทดแทนความเสียหายจากการที่คู่หมั้นจัดการทรัพย์สิน/อาชีพ/ทางทำมาหาได้ของตน โดยสมควรเพราะคาดหมายว่าจะได้สมรส

– ถ้ามีเหตุสำคัญเกิดขึ้นกับผู้รับหมั้น ทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสด้วย (เช่น รู้ความจริงหลังหมั้นว่าเป็นโรคร้ายแรงทางเพศฯ) ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและขอคืนของหมั้นได้

– ถ้ามีเหตุสำคัญเกิดขึ้นกับผู้หมั้น ทำให้ผู้รับหมั้นไม่สมควรสมรสด้วย ผู้รับหมั้น มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและไม่ต้องคืนของหมั้น

กรณี คู่หมั้นตายก่อนสมรส อีกฝ่ายจะเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้ส่วนของหมั้นหรือสินสอด ไม่ต้องคืน
คู่หมั้นอาจเรียกค่าทดแทนได้

– ค่าทดแทนจากผู้ร่วมประเวณีหรือผู้ที่ทำให้คู่หมั้นของตนสนองความใคร่ โดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้น (ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น)

– ค่าทดแทนจากผู้ข่มขืนกระทำชำเราหรือพยายามข่มขืนฯ คู่หมั้นของตน โดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้น (ไม่ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้น)

การเรียกร้องค่าทดแทน ต้องทำภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ ถึงการกระทำของผู้อื่น หรือรู้ตัวผู้จะใช้ค่าทดแทน แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ผู้อื่นได้กระทำการดังกล่าว

__________________________________________

2. สิทธิในการจดทะเบียนสมรส

“บุคคลทั้งสองฝ่าย” สมรสได้ ต้องมี อายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว (แต่ในกรณีมีเหตุสมควร ศาลอาจอนุญาตให้สมรสก่อนได้)

การสมรสหรือการแต่งงาน

– บุคคลทั้งสองต้อง “ยินยอม” เป็นคู่สมรสกันและต้องแสดงการยินยอม โดย “เปิดเผย” ต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมไว้ (จดทะเบียนสมรส)

– เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษที่ “จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนไม่ได้” เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย/ภาวะรบ/สงคราม เป็นต้น

1) ให้บุคคลทั้งสอง แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลที่บรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่นั้น

2) แล้วให้บุคคลดังกล่าว จดแจ้งการแสดงเจตนาขอสมรสของบุคคลทั้งสองไว้เป็นหลักฐาน

3) และต่อมาให้บุคคลทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันภายใน 90 วันนับแต่วันที่อาจจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานและพฤติการณ์พิเศษไว้ในทะเบียนสมรส

บุคคลที่สมรสไม่ได้

– บุคคลวิกลจริต (เช่น จิตผิดปกติ, บ้า) หรือไร้ความสามารถ (ไม่สามารถจัดการตนเองได้)

– บุคคลสองคนที่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา

– เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา

– บุคคลจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ (สมรสซ้อนไม่ได้)
สินสอด เป็นทรัพย์สินของฝ่ายผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา/ผู้รับบุตรบุญธรรม/ผู้ปกครอง ของฝ่ายผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนที่ยอมสมรส

กรณีไม่มีการสมรส เพราะมีเหตุสำคัญเกิดกับผู้รับหมั้น หรือมีพฤติการณ์ที่ผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ จนทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสกับผู้รับหมั้น ฝ่ายผู้หมั้นเรียกสินสอดคืนได้ (ตามกฎหมายว่าด้วยลาภมิควรได้)

__________________________________________

3. สิทธิในการดูแลชีวิตคู่ (ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส)

– คู่สมรสต้องอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรส

– คู่สมรสต้องช่วยเหลือ อุปการะ เลี้ยงดูตามความสามารถและฐานะของตน

– กรณีที่คู่สมรสไม่สามารถอยู่กินฉันคู่สมรสโดยปกติสุข หรือการอยู่ร่วมกันจะเป็นอันตราย แก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือทำลายความผาสุกอย่างมาก อาจร้องขอต่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้แยกกันอยู่ในระหว่างเกิดเหตุ และกำหนดให้อีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ได้

– กรณีศาลสั่งให้คู่สมรสเป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ความสามารถ ให้คู่สมรสอีกฝ่ายเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ หรือเมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และมีเหตุสำคัญ ศาลอาจตั้งผู้อื่นมาทำหน้าที่แทนได้

__________________________________________

4. สิทธิในการจัดการทรัพย์สิน-หนี้สินของคู่สมรส
ถ้าคู่สมรส “ไม่ได้ทำสัญญา” เรื่องทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษก่อนสมรส ตามกฎหมายเรื่องทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส แยกไว้เป็น “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” ดังนี้

สินส่วนตัว

1. ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีก่อนสมรส
2. ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามฐานะ เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ
3. ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หา
4. ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น

สินสมรส

1. ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส
2. ทรัพย์สินที่ได้ระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือที่ระบุว่าเป็นสินสมรส
3. ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
*กรณีสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่? (ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส)

– สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสทำไว้ในระหว่างสมรส ฝ่ายใดจะ “บอกเลิกสัญญา” ในเวลาที่เป็นคู่สมรสหรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ขาดจากการสมรสก็ได้

– กรณีสินสมรสเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือที่มีเอกสารสำคัญ คู่สมรสฝ่ายใดจะร้องขอให้ “ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมกัน” ในเอกสารได้

– คู่สมรสต้อง “จัดการสินสมรส” ร่วมกันหรือได้รับความยินยอม (เป็นหนังสือ) จากอีกฝ่ายหนึ่ง ในกรณี

1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์
2) ก่อตั้ง หรือทำให้สิ้นสุดซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน และภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
3) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี
4) ให้กู้ยืมเงิน
5) ให้โดยเสน่หา ยกเว้นการให้ที่สมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล/สังคม/ตามหน้าที่จรรยา
6) ประนีประนอมยอมความ
7) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
 นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

– คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการสงวน บำรุงรักษา หรือเพื่อประโยชน์แก่สินสมรส ซึ่งถ้ามีหนี้เกิดขึ้นให้ถือว่าเป็นหนี้ที่คู่สมรสเป็น “ลูกหนี้ร่วมกัน“

– คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินส่วนของตน” ให้บุคคลอื่น

– กรณีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “มีอำนาจจัดการทรัพย์สินฝ่ายเดียว” ให้อีกฝ่ายมีอำนาจจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัวตามสมควรแก่อัตภาพ โดยให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

– กรณีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “จัดการหรือกำลังทำให้สินสมรสเกิดความเสียหายอย่างมาก” อีกฝ่ายสามารถร้องขอให้ศาลสั่งห้ามหรือจำกัดอำนาจนี้ได้

– คู่สมรสสามารถร้องขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้เป็นผู้จัดการสินสมรสผู้เดียว หรือสั่งให้แยกสินสมรส หรือกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวได้ ในกรณีที่คู่สมรสอีกฝ่ายที่มีอำนาจจัดการสินสมรส กระทำการ ดังนี้

1) จัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายอย่างมาก
2) ไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่าย
3) มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือทำหนี้เกินกึ่งหนึ่งของสินสมรส
4) ขัดขวางการจัดการสินสมรสของอีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุสมควร
5) มีพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะให้แก่สินสมรส

– ในระหว่างที่เป็นคู่สมรสกัน ฝ่ายใด “จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของอีกฝ่ายไม่ได้” ยกเว้นในคดีที่ฟ้องร้อง หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าธรรมเนียมศาล

– กรณีคู่สมรสฝ่ายใดต้องรับผิด “ชำระหนี้ส่วนตัว” ให้ชำระด้วย “สินส่วนตัว” เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วย “สินสมรสที่เป็นส่วนของตนเอง”

– กรณีคู่สมรสเป็น “หนี้ร่วม” ให้ชำระหนี้จาก “สินสมรสและสินส่วนตัว” ของทั้งสองฝ่าย

– หนี้ที่คู่สมรสเป็น “ลูกหนี้ร่วมกัน” ให้รวมหนี้ที่คู่สมรสก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสด้วย ดังนี้

1) หนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว และการศึกษาบุตร ตามสมควรแก่อัตภาพ
2) หนี้ที่เกี่ยวกับสินสมรส
3) หนี้ที่เกิดขึ้นจากการงานที่คู่สมรสทำด้วยกัน
4) หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน (รับรอง)

– กรณีคู่สมรส “มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย” สินสมรสย่อมแยกจากกัน (ตกเป็นสินส่วนตัว) โดยอำนาจกฎหมายนับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย

– กรณี “ไม่มีสินสมรสแล้ว” คู่สมรสต้องช่วยกันออกค่าใช้สอย สำหรับการจัดการบ้านเรือนตามส่วนมาก และน้อยแห่งสินส่วนตัวของตน

__________________________________________

5. สิทธิในการหย่าร้าง
หย่าโดยความยินยอม

– ให้คู่สมรสทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ถ้าไม่ได้ตกลงหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

– ให้คู่สมรสตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า ทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดจะออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร/จำนวนเงินเท่าไหร่

การหย่าจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสจดทะเบียนหย่า คู่หมั้นหรือคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเพศใด เรียกค่าทดแทนและเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
ฟ้องหย่า ต้องมีเหตุ ดังนี้

1) อุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นแบบคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นประจำ หรือกระทำหรือยอมรับการกระทำกับผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นประจำ*
เมื่อศาลพิพากษาให้หย่า
– คู่สมรสมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่าย และจากผู้ที่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ยกย่อง หรือเป็นเหตุแห่งการหย่า
– คู่สมรสมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ล่วงเกินคู่สมรสทำนองชู้ หรือผู้ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสในทำนองชู้
ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ: ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนไม่ได้

2) ประพฤติชั่ว จนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง/ถูกดูถูกเกลียดชัง/ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร*
ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ: ฟ้องหย่าไม่ได้

3) โดนทำร้าย/ทรมานร่างกายหรือจิตใจ/เหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีอย่างร้ายแรง

4) จงใจทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี เช่น ถูกจำคุกเกิน 1 ปี โดยอีกฝ่ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในความผิด, สมัครใจแยกกันอยู่เพราะอยู่ร่วมกันแบบปกติสุขไม่ได้ตลอด 3 ปี, แยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเป็นเวลาเกิน 3 ปี

5) ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เกิน 3 ปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

6) ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง

7) เป็นคนวิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปี และยากจะหายและถึงขนาดทนอยู่ร่วมกันแบบคู่สมรสต่อไปไม่ได้

 ผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ*
ถ้าการผิดทัณฑ์บนมาจากความประพฤติของคู่สมรส แต่เป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน: ศาลอาจสั่งไม่ให้หย่าได้

9) เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงที่เป็นภัยและไม่มีทางที่จะหายได้

10) มีสภาพร่างกายที่ทำให้ร่วมประเวณีไม่ได้ หรือสนองความใคร่ไม่ได้ตลอดกาล*
ถ้าสภาพร่างกายดังกล่าว เกิดจากการกระทำของคู่สมรสอีกฝ่าย: ฟ้องหย่าไม่ได้

__________________________________________

 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy